สาว ๆหลายคนกลัวการดื่มนม เพราะคิดว่านมมาพร้อมกับไขมันและความอ้วน แต่ผลการ วิจัยล่าสุดกลับบอกว่าการดื่มนมช่วย ลดน้ำหนักได้
โดยนักวิจัยได้ทำการติดตามคนอ้วนกว่า 300 คนที่มีอายุระหว่าง 40-65 ปี ซึ่งทำการควบคุมน้ำหนักด้วยการรับประทานอาหารไขมันต่ำ, คาร์โบไฮเดรตต่ำ หรือการไดเอทแบบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ผลที่ได้จากการติดตามพบว่ากลุ่มที่มีการรับประทานแคลเซียมสูง ประมาณ 580 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเป็นนม 2 แก้ว สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 12 ปอนด์ใน 2 ปี ส่วนกลุ่มที่รับประทานต่ำเพียง 150 มิลลิกรัม หรือเทียบเป็นนมเพียงครึ่งแก้วต่อวัน ลดน้ำหนักได้แค่ 7 ปอนด์
นักวิจัยได้อธิบายความแตกต่างว่า นมนั้นจะไปช่วยเพิ่มระดับพลังงานในร่างกาย ทำให้เกิดการเผาผลาญได้ดี“นมช่วยให้เรารู้สึกอิ่ม และเกิดความพึงพอใจ ทำให้ไม่นึกอยากกินอาหารที่มีน้ำตาล เครื่องดื่มซอฟต์ดริ๊งค์ น้ำผลไม้หวาน ๆ หรือเครื่องดื่มโซดาทั้งหลาย”
นอกจากนั้น ยังมีการวิจัยเพิ่มเติมว่าในน้ำนมมีวิตามิน D ที่ส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักได้ดีกว่า…โดยระดับวิตามิน D ที่มีการแนะนำไว้ต่อวันคือ 400 มิลลิกรัม หรือเทียบได้กับนมโลว์แฟต หรือนมพร่องมันเนย 4 แก้ว
Credit >> http://www.shape.in.th
รวบรวมบทความเกี่ยวกับการ ลดน้ำหนัก วิธีลดน้ำหนัก ลดความอ้วน วิธีลดความอ้วน
สับปะรดช่วยลดความอ้วนได้
สับปะรดมีวิตามินซีที่สามารถ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ช่วยในการย่อยอาหาร ลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง สับปะรด เป็นผลไม้ที่หารับประทานได้ง่ายในบ้านเราตลอดทั้งปี ราคาไม่แพง มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ประโยชน์สัปปะรดมีดังนี้
1. ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง กินสับปะรดวันละหนึ่งชิ้น ร่างกายได้รับวิตามินซีที่ในการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อ ช่วยต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ การกินสับปะรดวันละหนึ่งชิ้น จึงเป็นการเพิ่มแรงต้านโรคให้แก่ร่างกาย แต่ในผู้ที่มีเลือดจางไม่ควรกินมากเกินไป
2. ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี สับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีส ที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ ที่จะทำลายโครงสร้างของเซลล์ และอาจทำให้เป็นโรคหัวใจและอัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้สารแอนตี้ออกซิแดนต์ ยังมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย
3. ช่วยในการย่อยอาหาร สับปะรดมีกากใยอาหารมาก ที่มีความสำคัญกับการย่อยอาหาร และเป็นที่รู้กันอยู่ว่ากากใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำตาลในเส้นเลือด และยังช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
4. ช่วยป้องกันโรคต่างๆ การรับประทานผักและผลไม้ให้ได้วันละ 5 กำมือ จะช่วยลดความเสียงโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมะเร็ง ได้ถึง 20% เชียวนะ
5. ป้องกันความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งเต้านม เพราะสับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และเอนไซม์ Bromelain ในสับปะรดช่วยป้องกันการเติบโตของเซลล์ผิดปกติในปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ป้องกันมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่
6. ช่วยยับยั้งการอักเสบ เอนไซม์ Bromelain ในสับปะรดช่วยยับยั้งการอักเสบ ซึ่งชาวอเมริกาใต้โบราณ ใช้สับปะรดเป็นยารักษาโรคผิวหนังและรักษาบาดแผลที่ได้ผลดี
7. ช่วยให้เหงือกแข็งแรง สับปะรดช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง เนื่องจากสับปะรดมีวิตามินซีสูง ที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคเหงือกได้
หมายเหตุ : แม้ว่าสับปะรดจะมีประโยชน์มาก แต่ก็ควรกินแต่พอควร เช่น วันละหนึ่งชิ้น และกินผลไม้อื่น ๆ ผสมผสานกันด้วย เพราะการกินอะไรที่มากไปก็ย่อมให้ผลเสียอยู่ดี
Credit >> http://www.shape.in.th
1. ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง กินสับปะรดวันละหนึ่งชิ้น ร่างกายได้รับวิตามินซีที่ในการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อ ช่วยต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ การกินสับปะรดวันละหนึ่งชิ้น จึงเป็นการเพิ่มแรงต้านโรคให้แก่ร่างกาย แต่ในผู้ที่มีเลือดจางไม่ควรกินมากเกินไป
2. ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี สับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีส ที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ ที่จะทำลายโครงสร้างของเซลล์ และอาจทำให้เป็นโรคหัวใจและอัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้สารแอนตี้ออกซิแดนต์ ยังมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย
3. ช่วยในการย่อยอาหาร สับปะรดมีกากใยอาหารมาก ที่มีความสำคัญกับการย่อยอาหาร และเป็นที่รู้กันอยู่ว่ากากใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำตาลในเส้นเลือด และยังช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
4. ช่วยป้องกันโรคต่างๆ การรับประทานผักและผลไม้ให้ได้วันละ 5 กำมือ จะช่วยลดความเสียงโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมะเร็ง ได้ถึง 20% เชียวนะ
5. ป้องกันความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งเต้านม เพราะสับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และเอนไซม์ Bromelain ในสับปะรดช่วยป้องกันการเติบโตของเซลล์ผิดปกติในปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ป้องกันมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่
6. ช่วยยับยั้งการอักเสบ เอนไซม์ Bromelain ในสับปะรดช่วยยับยั้งการอักเสบ ซึ่งชาวอเมริกาใต้โบราณ ใช้สับปะรดเป็นยารักษาโรคผิวหนังและรักษาบาดแผลที่ได้ผลดี
7. ช่วยให้เหงือกแข็งแรง สับปะรดช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง เนื่องจากสับปะรดมีวิตามินซีสูง ที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคเหงือกได้
หมายเหตุ : แม้ว่าสับปะรดจะมีประโยชน์มาก แต่ก็ควรกินแต่พอควร เช่น วันละหนึ่งชิ้น และกินผลไม้อื่น ๆ ผสมผสานกันด้วย เพราะการกินอะไรที่มากไปก็ย่อมให้ผลเสียอยู่ดี
Credit >> http://www.shape.in.th
ข้อควรระมัดระวังสำหรับคนที่เริ่มต้นลดน้ำหนัก
ในการรักษาน้ำหนักตัวให้คงอยู่ในระดับที่เป็นปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับส่วนสูง โครงสร้างของรูปร่าง และช่วงอายุ คือสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในการมีสุขภาพที่ดี แต่บางทีการลดน้ำหนักอย่างถูกต้องตามวิธีการ โดยการระวังในเรื่องสิ่งของที่รับประทานและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ไม่สามารถที่จะลดน้ำหนักตามที่คุณต้องการได้ เนื่องจากสาเหตุบางอย่างที่คุณนั้นก็อาจนึกไม่ถึงเลยค่ะ
- การกักเก็บน้ำของร่างกาย ลองลดปริมาณของอาหารที่เป็นสาเหตุของการกักเก็บน้ำในร่างกายให้มากขึ้น อย่างเช่น เกลือ หรือน้ำอัดลม ฯลฯ ดูสิคะ แล้วหันมารับประทานผลไม้ อย่างแตงโม หรือส้ม ซึ่งจะช่วยทำให้การกักเก็บน้ำในร่างกายลดลงและสามารถช่วยขจัดน้ำที่อยู่ในร่างกายได้มากขึ้นด้วย
- แพ้อาหารบางชนิด อาการแพ้อาหารนั้นก็อาจจะเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่อาจจะทำให้น้ำหนักตัวของคุณไม่มีการขยับลดลงเลย ข้อมูลของการแพ้อาหารที่ส่งผลต่อน้ำหนักตัวที่พบกันมากที่สุดก็คือ การแพ้จากการรับประทานข้าวสาลี เนื่องจากว่าในข้าวสาลีนั้น มีส่วนผสมของกลูเตน ที่อาจจะไปรบกวนระบบการย่อยได้ การแพ้ข้าวสาลีจึงมีผลทำให้มีปัญหาในการย่อยอาหาร ทำให้มีอาการท้องผูก ท้องอืด เป็นตะคริวง่าย อารมณ์แปรปรวน คลื่นไส้ และมีความอยากอาหารบ่อยๆ นอกจากนี้แล้ว คุณก็อาจจะไปตรวจเช็คอาการแพ้อย่างอื่นด้วย เพราะอาการแพ้อื่นๆ ก็อาจจะส่งผลต่อน้ำหนักตัว และเกิดอาการบวมได้เช่นเดียวกันค่ะ
- เกิดจากพันธุกรรม ข้อมูลจากการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญมีความเชื่อว่า พันธุกรรมนั้นมีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคอ้วนมากถึง 30% – 40% แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณบังเอิญมียีนส์อ้วนอยู่ในตัวล่ะก็ ใช่ว่าคุณจะหมดความหวังว่าจะลดน้ำหนักไม่ได้เลย เพราะข้อมูลจากนักวิจัยชาวเยอรมันได้พบว่า คนที่ทำการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ก็อาจจะช่วยให้คุณสามารถลดน้ำหนักลงได้
- ทำการออกกำลังกายในแบบเดิมๆ ร่างกายของเรานั้นสามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับกิจวัตรในการออกกำลังกายที่คุณทำเป็นประจำ โดยปรับตัวให้ใช้พลังงานลดน้อยลงได้ ดังนั้นแล้ว การเปลี่ยนกิจวัตรในการออกกำลังกาย หรือลองทำการออกกำลังในแบบใหม่ๆ ดู ก็จะสามารถช่วยกระตุ้นให้ร่างกายของเราใช้พลังงานได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยในการเผาผลาญพลังงานของร่างกายด้วย
- พักผ่อนนอนหลับไม่เพียงพอ มีข้อมูลจากงานวิจัยในหลายๆ ชิ้นงาน พบถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างการนอนหลับ กับฮอร์โมนที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเรา ฮอร์โมนที่ว่านั้นได้แก่ ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบต่อความรู้สึกหิว และฮอร์โทนเลปติว (Leptin) ที่จะคอยทำหน้าที่บอกกับสมองว่า เมื่อไหร่ที่ควรจะหยุดรับประทาน แต่ถ้าคุณมีเวลาพักผ่อน หรือนอนหลับไม่เพียงพอ เจ้าฮอร์โมนเกรลินนี้จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น ขณะที่ฮอร์โมนเลปติวจะมีปริมาณลดน้อยลง ผลที่ได้ก็คือความอยากอาหารเพิ่มขึ้น และแม้ว่าจะรับประทานเยอะ ก็ยังไม่รู้สึกอิ่ม คนส่วนใหญ่นั้นต้องการเวลาในการพักผ่อนนอนหลับประมาณวันละ 7-9 ชั่วโมง บางคนอาจจะนอนมาก บางคนอาจจะนอนน้อย
ถ้าเป็นเช่นนี้ เราจะรู้ได้อย่างไรกันล่ะ ว่าจะต้องนอนแค่ไหนถึงจะเพียงพอ ? ผู้เชี่ยวชาญได้บอกเอาไว้ว่า ให้นอนให้นานที่สุดเท่าที่ต้องการ ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหลายๆ วัน จากนั้นแล้วการนอนของคุณก็จะคงที่ และคุณจะสามารถพบได้ว่า ตัวคุณเองนั้นสามารถตื่นขึ้นมาเองได้หลังจากที่ได้นอนครบชั่วโมงตามที่ร่างกายต้องการแล้ว (บวกลบประมาณ 15 นาที) เมื่อคุณรู้ว่าตัวคุณเองนั้นต้องนอนเท่าไหร่ ก็สามารถทำเป็นกิจวัตรได้ และยังจะสามารถช่วยลดน้ำหนักของคุณได้อีกด้วย
Credit >> http://www.shape.in.th
- การกักเก็บน้ำของร่างกาย ลองลดปริมาณของอาหารที่เป็นสาเหตุของการกักเก็บน้ำในร่างกายให้มากขึ้น อย่างเช่น เกลือ หรือน้ำอัดลม ฯลฯ ดูสิคะ แล้วหันมารับประทานผลไม้ อย่างแตงโม หรือส้ม ซึ่งจะช่วยทำให้การกักเก็บน้ำในร่างกายลดลงและสามารถช่วยขจัดน้ำที่อยู่ในร่างกายได้มากขึ้นด้วย
- แพ้อาหารบางชนิด อาการแพ้อาหารนั้นก็อาจจะเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่อาจจะทำให้น้ำหนักตัวของคุณไม่มีการขยับลดลงเลย ข้อมูลของการแพ้อาหารที่ส่งผลต่อน้ำหนักตัวที่พบกันมากที่สุดก็คือ การแพ้จากการรับประทานข้าวสาลี เนื่องจากว่าในข้าวสาลีนั้น มีส่วนผสมของกลูเตน ที่อาจจะไปรบกวนระบบการย่อยได้ การแพ้ข้าวสาลีจึงมีผลทำให้มีปัญหาในการย่อยอาหาร ทำให้มีอาการท้องผูก ท้องอืด เป็นตะคริวง่าย อารมณ์แปรปรวน คลื่นไส้ และมีความอยากอาหารบ่อยๆ นอกจากนี้แล้ว คุณก็อาจจะไปตรวจเช็คอาการแพ้อย่างอื่นด้วย เพราะอาการแพ้อื่นๆ ก็อาจจะส่งผลต่อน้ำหนักตัว และเกิดอาการบวมได้เช่นเดียวกันค่ะ
- เกิดจากพันธุกรรม ข้อมูลจากการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญมีความเชื่อว่า พันธุกรรมนั้นมีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคอ้วนมากถึง 30% – 40% แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณบังเอิญมียีนส์อ้วนอยู่ในตัวล่ะก็ ใช่ว่าคุณจะหมดความหวังว่าจะลดน้ำหนักไม่ได้เลย เพราะข้อมูลจากนักวิจัยชาวเยอรมันได้พบว่า คนที่ทำการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ก็อาจจะช่วยให้คุณสามารถลดน้ำหนักลงได้
- ทำการออกกำลังกายในแบบเดิมๆ ร่างกายของเรานั้นสามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับกิจวัตรในการออกกำลังกายที่คุณทำเป็นประจำ โดยปรับตัวให้ใช้พลังงานลดน้อยลงได้ ดังนั้นแล้ว การเปลี่ยนกิจวัตรในการออกกำลังกาย หรือลองทำการออกกำลังในแบบใหม่ๆ ดู ก็จะสามารถช่วยกระตุ้นให้ร่างกายของเราใช้พลังงานได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยในการเผาผลาญพลังงานของร่างกายด้วย
- พักผ่อนนอนหลับไม่เพียงพอ มีข้อมูลจากงานวิจัยในหลายๆ ชิ้นงาน พบถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างการนอนหลับ กับฮอร์โมนที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเรา ฮอร์โมนที่ว่านั้นได้แก่ ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบต่อความรู้สึกหิว และฮอร์โทนเลปติว (Leptin) ที่จะคอยทำหน้าที่บอกกับสมองว่า เมื่อไหร่ที่ควรจะหยุดรับประทาน แต่ถ้าคุณมีเวลาพักผ่อน หรือนอนหลับไม่เพียงพอ เจ้าฮอร์โมนเกรลินนี้จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น ขณะที่ฮอร์โมนเลปติวจะมีปริมาณลดน้อยลง ผลที่ได้ก็คือความอยากอาหารเพิ่มขึ้น และแม้ว่าจะรับประทานเยอะ ก็ยังไม่รู้สึกอิ่ม คนส่วนใหญ่นั้นต้องการเวลาในการพักผ่อนนอนหลับประมาณวันละ 7-9 ชั่วโมง บางคนอาจจะนอนมาก บางคนอาจจะนอนน้อย
ถ้าเป็นเช่นนี้ เราจะรู้ได้อย่างไรกันล่ะ ว่าจะต้องนอนแค่ไหนถึงจะเพียงพอ ? ผู้เชี่ยวชาญได้บอกเอาไว้ว่า ให้นอนให้นานที่สุดเท่าที่ต้องการ ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหลายๆ วัน จากนั้นแล้วการนอนของคุณก็จะคงที่ และคุณจะสามารถพบได้ว่า ตัวคุณเองนั้นสามารถตื่นขึ้นมาเองได้หลังจากที่ได้นอนครบชั่วโมงตามที่ร่างกายต้องการแล้ว (บวกลบประมาณ 15 นาที) เมื่อคุณรู้ว่าตัวคุณเองนั้นต้องนอนเท่าไหร่ ก็สามารถทำเป็นกิจวัตรได้ และยังจะสามารถช่วยลดน้ำหนักของคุณได้อีกด้วย
Credit >> http://www.shape.in.th
7 เคล็ดลับในการมีน้ำหนักที่สมดุล
“น้ำหนัก” นับเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ และเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล การมีน้ำหนักไม่สมดุลกับร่างกายนั้นส่งผลเสียต่างๆ ตั้งแต่สภาวะจิตใจไปจนถึงร่างกาย น้ำหนักของคนเราจะมากหรือน้อยส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับปริมาณของสิ่งที่รับเข้าไปในร่างกาย ไม่สมดุลกับสิ่งที่ปล่อยออกมา ซึ่งจะแปรผันตามการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล และยังมีปัจจัยอื่นๆอีกอาทิ การออกกำลังกาย และพันธุกรรม เป็นต้น
มาดู 7 วิธี หรือ 7 กลไก ที่ทำให้น้ำหนักสมดุล (7 Perfect Slen) โดยไม่ต้องเครียด รูปร่างกระชับได้สัดส่วน อีกทั้งสุขภาพยังสดใสแข็งแรงนั้น มีว่าอะไรบ้าง? และในแต่ละกลไกต่างๆนั้นประกอบด้วยสารอาหารประเภทใด? ซึ่งจะเป็นผลดีในการตัดสินใจเลือกบริโภคอาหาร หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ
กลไก 1 ปรับสมดุลของสารเครียด (Cortisol) ในร่างกาย
เมื่อร่างกายเกิดความเครียดขึ้น ต่อมหมวกไตจะหลั่งสารเครียดที่เรียกว่า “Cortisol” ออกมามากขึ้น สารเครียด Cortisol นี้หากมีปริมาณสะสมมากเกินไปจะทำให้เกิดการกินจุกจิก กินไม่รู้จักอิ่ม ปริมาณไขมันสะสมมากขึ้น เป็นผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นด้วย
สารอาหาร L-Theanine + L-Tyrosine จะทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลของสารเครียด Cortisol ให้อยู่ในระดับที่พอดีกับความจำเป็นของร่างกาย
กลไกที่ 2 ควบคุมความหิว
Green tea Ext. + L-carnitine + Alpha lipoic acid + Q10 + CLA + Garcinia Ext. จะทำงานร่วมกันเป็น Brain Booster เพิ่มสาร ATP และ Oxygen ให้กับสมอง ทำให้สมองมีระดับพลังงานเต็มที่ จึงทำหน้าที่ช่วยควบคุม ความรู้สึกหิว ไม่ใช่ด้วยการกดสมองไม่ให้หิว แต่ไม่รู้สึกหิวเพราะระดับพลังงานยังเต็มที่อยู่
กลไกที่ 3 รักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด
ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไปจะส่งผลเสีย คือ หากระดับน้ำตาลในเลือดสูง ก็จะถูกนำไปเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมัน ทำให้มีไขมันสะสมในร่างกายมากขึ้น แต่หากระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ก็จะทำให้รู้สึกหิว ตาลาย ส่งผลให้รับประทานมากเกินกว่าที่ร่างกายสมควรจะได้รับ
สารอาหาร Alpha Lipoic Acid + Chromium Chealate จะทำงานในการรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงมากและเร็วเกินไป จึงทำให้ลดการสะสมของไขมัน และช่วยควบคุมความหิวได้ดีขึ้น
กลไกที่ 4 Block แป้ง, น้ำตาล และไขมัน
เพื่อป้องกันแคลอรี่ส่วนเกินที่จะถูกนำมาสะสมเป็นไขมันในร่างกาย โดยการทำหน้าที่ของสารสกัดต่าง ๆ ดังนี้
สารสกัดจากถั่วขาว (White Kidney Bean Extract) จะทำหน้าที่ บล็อกเอ็นไซม์ ที่ย่อยแป้ง
สารสกัดจากสาหร่ายทะเล (Sea Weed Extract) จะทำหน้าที่ บล็อกเอ็นไซม์ที่ย่อยน้ำตาล และไขมัน
สารสกัดจากกระบองเพชร (Opuntia Ficus Indica Extract) จะทำหน้าที่ดูดซับไขมันเพื่อขับถ่ายทิ้งออกไปจากร่างกาย
กลไกที่ 5 เผาพลาญไขมันเก่าที่สะสมอยู่ให้สลายไป
สารสกัดจากชาเขียว (Green Tea Extract) แอล-คาร์นิทีน (L-Canitine) สารสกัดจากพริก (Capsaicin Extract) สารสกัดจากขิง (Ginger Extract) และ โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Co Enzyme Q.10) จะทำหน้าที่สอดประสานกัน เพื่อสลายไขมันเก่าที่สะสมในร่างกายออกไป
กลไกที่ 6 กระชับสัดส่วน
CLA + Creatine จะทำให้มวลของกล้ามเนื้อมีความตึงกระชับขึ้น ส่งผลให้รูปร่างมีสัดส่วนที่ดีขึ้น
กลไกที่ 7 กำจัดสารพิษที่สะสมในร่างกาย
Wheat Germ Powder จะทำหน้าที่ช่วยในการกำจัดสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกายออกไป
Credit >> http://women.mthai.com
มาดู 7 วิธี หรือ 7 กลไก ที่ทำให้น้ำหนักสมดุล (7 Perfect Slen) โดยไม่ต้องเครียด รูปร่างกระชับได้สัดส่วน อีกทั้งสุขภาพยังสดใสแข็งแรงนั้น มีว่าอะไรบ้าง? และในแต่ละกลไกต่างๆนั้นประกอบด้วยสารอาหารประเภทใด? ซึ่งจะเป็นผลดีในการตัดสินใจเลือกบริโภคอาหาร หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ
กลไก 1 ปรับสมดุลของสารเครียด (Cortisol) ในร่างกาย
เมื่อร่างกายเกิดความเครียดขึ้น ต่อมหมวกไตจะหลั่งสารเครียดที่เรียกว่า “Cortisol” ออกมามากขึ้น สารเครียด Cortisol นี้หากมีปริมาณสะสมมากเกินไปจะทำให้เกิดการกินจุกจิก กินไม่รู้จักอิ่ม ปริมาณไขมันสะสมมากขึ้น เป็นผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นด้วย
สารอาหาร L-Theanine + L-Tyrosine จะทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลของสารเครียด Cortisol ให้อยู่ในระดับที่พอดีกับความจำเป็นของร่างกาย
กลไกที่ 2 ควบคุมความหิว
Green tea Ext. + L-carnitine + Alpha lipoic acid + Q10 + CLA + Garcinia Ext. จะทำงานร่วมกันเป็น Brain Booster เพิ่มสาร ATP และ Oxygen ให้กับสมอง ทำให้สมองมีระดับพลังงานเต็มที่ จึงทำหน้าที่ช่วยควบคุม ความรู้สึกหิว ไม่ใช่ด้วยการกดสมองไม่ให้หิว แต่ไม่รู้สึกหิวเพราะระดับพลังงานยังเต็มที่อยู่
กลไกที่ 3 รักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด
ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไปจะส่งผลเสีย คือ หากระดับน้ำตาลในเลือดสูง ก็จะถูกนำไปเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมัน ทำให้มีไขมันสะสมในร่างกายมากขึ้น แต่หากระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ก็จะทำให้รู้สึกหิว ตาลาย ส่งผลให้รับประทานมากเกินกว่าที่ร่างกายสมควรจะได้รับ
สารอาหาร Alpha Lipoic Acid + Chromium Chealate จะทำงานในการรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงมากและเร็วเกินไป จึงทำให้ลดการสะสมของไขมัน และช่วยควบคุมความหิวได้ดีขึ้น
กลไกที่ 4 Block แป้ง, น้ำตาล และไขมัน
เพื่อป้องกันแคลอรี่ส่วนเกินที่จะถูกนำมาสะสมเป็นไขมันในร่างกาย โดยการทำหน้าที่ของสารสกัดต่าง ๆ ดังนี้
สารสกัดจากถั่วขาว (White Kidney Bean Extract) จะทำหน้าที่ บล็อกเอ็นไซม์ ที่ย่อยแป้ง
สารสกัดจากสาหร่ายทะเล (Sea Weed Extract) จะทำหน้าที่ บล็อกเอ็นไซม์ที่ย่อยน้ำตาล และไขมัน
สารสกัดจากกระบองเพชร (Opuntia Ficus Indica Extract) จะทำหน้าที่ดูดซับไขมันเพื่อขับถ่ายทิ้งออกไปจากร่างกาย
กลไกที่ 5 เผาพลาญไขมันเก่าที่สะสมอยู่ให้สลายไป
สารสกัดจากชาเขียว (Green Tea Extract) แอล-คาร์นิทีน (L-Canitine) สารสกัดจากพริก (Capsaicin Extract) สารสกัดจากขิง (Ginger Extract) และ โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Co Enzyme Q.10) จะทำหน้าที่สอดประสานกัน เพื่อสลายไขมันเก่าที่สะสมในร่างกายออกไป
กลไกที่ 6 กระชับสัดส่วน
CLA + Creatine จะทำให้มวลของกล้ามเนื้อมีความตึงกระชับขึ้น ส่งผลให้รูปร่างมีสัดส่วนที่ดีขึ้น
กลไกที่ 7 กำจัดสารพิษที่สะสมในร่างกาย
Wheat Germ Powder จะทำหน้าที่ช่วยในการกำจัดสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกายออกไป
Credit >> http://women.mthai.com
วิธีการลดน้ำหนักโดยใช้น้ำเปล่า
สาวๆ หลายคน มักใส่ใจในเรื่องของสุขภาพร่างกายมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับสาวๆ บางคน อาจจะไม่มีเวลาได้ดูแลตัวเองสักเท่าไหร่ อยากลดน้ำหนักส่วนเกินออก แต่ดันไม่มีเวลา มาลองดูกันกับเคล็ดลับง่ายๆ แบบนี้ดูสิคะ รับรองว่า เวิร์คชัวร์ค๊า…
…..เคล็ดลับการลดน้ำหนัก ที่ว่านี้ ก็คือการเลือกดื่มน้ำเปล่า แทนการอดอาหารนั่นเองค่ะ น้ำเปล่า เป็นตัวเลือกที่ดีและเหมาะสม อีกหนึ่งตัวเลือกเลยนะคะ ที่คุณสาวๆ สามารถใช้เป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักในแต่ละวันได้ การลดน้ำหนักด้วยการดื่มน้ำนั้น ก็มีเคล็ดลับแบบง่ายๆ โดยให้คุณสาวๆ ดื่มน้ำเปล่า 2 แก้ว ก่อนการทานอาหารครึ่งชั่วโมง ในทุกๆ มื้ออาหาร จะส่งผลทำให้คุณสาวๆ มีความอยากในการทานอาหารลดน้อยลง
…..แถมยังมีผลการวิจัย (Institute for Public Health and Water Research และ Virginia Tech University ประเทศสหรัฐอเมริกา) ระบุว่า น้ำเปล่านั้น สามารถเข้าไปช่วยทำให้เกิดการเผาผลาญไขมัน และน้ำตาลในร่างกายได้
…..ศาสตราจารย์ ดร. บาร์รี ป็อปคิน ผู้อำนวยการศูนย์ UNC Interdisciplinary Obesity Center (IDOC) ประจำมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงทัศนะว่า การดื่มน้ำเปล่าในปริมาณเหมาะสมช่วยลดน้ำหนัก เพราะเหตุผลสองประการ คือ ประการที่หนึ่ง “น้ำทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายลดลง ร่างกายจึงเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดสมดุลความร้อน ส่งผลให้อาหารและพลังงานถูกเผาผลาญตามไปด้วย ช่วยลดปริมาณไขมันส่วนเกินสะสม“
…..ประการที่สอง “เมื่อดื่มน้ำเปล่ามากขึ้น ทำให้ลดโอกาสดื่มน้ำหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานน้อยลง จึงควบคุมน้ำหนักง่ายขึ้น“
…..นอกจากนี้ คุณสาวๆ จะต้องหลีกเลี่ยง การดื่มน้ำอัดลม ชา กาแฟ น้ำหวานต่างๆ ไม่ว่าคุณสาวๆ จะอยากทานมากแค่ไหน ก็ต้องหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด เพราะเครื่องดื่มเหล่านั้น เป็นตัวเพิ่มระดับน้ำตาลให้กับร่างกายได้สูงมากขึ้น แถมยังยากต่อการเผาผลาญอีกด้วยนะคะ
…..อ๊ะๆ คุณสาวๆ อย่าเพิ่งรีบร้อน จนหาทางออกของการลดน้ำหนักด้วยการดื่มน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวนะคะ นอกจากการดื่มน้ำเปล่าแล้ว คุณสาวๆ จะต้องเลือกอาหารที่พอเหมาะ และมีประโยชน์กับร่างกายด้วย ที่สำคัญ คุณสาวๆ จะต้องไม่ลืมที่จะออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยนะคะ จะได้สวย ใส น่ารัก มีสุขภาพดี สมบูรณ์แบบได้ค่ะ
Credit >> http://women.mthai.com
…..เคล็ดลับการลดน้ำหนัก ที่ว่านี้ ก็คือการเลือกดื่มน้ำเปล่า แทนการอดอาหารนั่นเองค่ะ น้ำเปล่า เป็นตัวเลือกที่ดีและเหมาะสม อีกหนึ่งตัวเลือกเลยนะคะ ที่คุณสาวๆ สามารถใช้เป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักในแต่ละวันได้ การลดน้ำหนักด้วยการดื่มน้ำนั้น ก็มีเคล็ดลับแบบง่ายๆ โดยให้คุณสาวๆ ดื่มน้ำเปล่า 2 แก้ว ก่อนการทานอาหารครึ่งชั่วโมง ในทุกๆ มื้ออาหาร จะส่งผลทำให้คุณสาวๆ มีความอยากในการทานอาหารลดน้อยลง
…..แถมยังมีผลการวิจัย (Institute for Public Health and Water Research และ Virginia Tech University ประเทศสหรัฐอเมริกา) ระบุว่า น้ำเปล่านั้น สามารถเข้าไปช่วยทำให้เกิดการเผาผลาญไขมัน และน้ำตาลในร่างกายได้
…..ศาสตราจารย์ ดร. บาร์รี ป็อปคิน ผู้อำนวยการศูนย์ UNC Interdisciplinary Obesity Center (IDOC) ประจำมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงทัศนะว่า การดื่มน้ำเปล่าในปริมาณเหมาะสมช่วยลดน้ำหนัก เพราะเหตุผลสองประการ คือ ประการที่หนึ่ง “น้ำทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายลดลง ร่างกายจึงเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดสมดุลความร้อน ส่งผลให้อาหารและพลังงานถูกเผาผลาญตามไปด้วย ช่วยลดปริมาณไขมันส่วนเกินสะสม“
…..ประการที่สอง “เมื่อดื่มน้ำเปล่ามากขึ้น ทำให้ลดโอกาสดื่มน้ำหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานน้อยลง จึงควบคุมน้ำหนักง่ายขึ้น“
…..นอกจากนี้ คุณสาวๆ จะต้องหลีกเลี่ยง การดื่มน้ำอัดลม ชา กาแฟ น้ำหวานต่างๆ ไม่ว่าคุณสาวๆ จะอยากทานมากแค่ไหน ก็ต้องหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด เพราะเครื่องดื่มเหล่านั้น เป็นตัวเพิ่มระดับน้ำตาลให้กับร่างกายได้สูงมากขึ้น แถมยังยากต่อการเผาผลาญอีกด้วยนะคะ
…..อ๊ะๆ คุณสาวๆ อย่าเพิ่งรีบร้อน จนหาทางออกของการลดน้ำหนักด้วยการดื่มน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวนะคะ นอกจากการดื่มน้ำเปล่าแล้ว คุณสาวๆ จะต้องเลือกอาหารที่พอเหมาะ และมีประโยชน์กับร่างกายด้วย ที่สำคัญ คุณสาวๆ จะต้องไม่ลืมที่จะออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยนะคะ จะได้สวย ใส น่ารัก มีสุขภาพดี สมบูรณ์แบบได้ค่ะ
Credit >> http://women.mthai.com
การดูดไขมันดีควรทำหรือไม่
สาวๆ คนไหน ที่ไม่มีความมันใจในตัวเอง คิดว่า ตัวเองมีไขมันส่วนเกิน แล้วคิดอยากจะไปกำจัดไขมันส่วนเกินนั้นออก อย่าเพิ่งรีบร้อนตัดสินใจไปค่ะ มาดูข้อควรรู้และเรื่องที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน ดีกว่ามั้ยค่ะ
1. การดูดไขมันไม่ใช่เป็นการลดน้ำหนัก อย่างแรกเลย การดูดไขมัน มีผลเฉพาะต่อบางพื้นที่บางจุดเท่านั้น โดยเฉพาะต้นขาและเอว (พุง) นอกจากนี้ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจดูดไขมันส่วนเกินนั้น Dr.Dirk Lazarus ศัลยแพทย์พลาสติก แห่งเคปทาวน์ กล่าวว่า คุณควรมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) น้อยกว่า 30
2. หาย…แต่เพิ่ม งงมั้ยคะ แน่นอว่า การดูดไขมัน อาจจะทำให้เซลล์ไขมันของคุณหายไป แต่ไขมันส่วนอื่นอาจจะเพิ่มมาแทน เพื่อทดแทนส่วนที่หายไป ผู้หญิงรูปร่างปกติ ที่ดูดไขมันที่ต้นขาและท้องน้อย จะมีไขมันในปริมาณที่เท่ากัน เพิ่มขึ้นที่บริเวณเอวส่วนบนช่วงไหล่ และต้นแขนส่วนไตรเซพ การเพิ่มของไขมัน เป็นภาวะการพิทักษ์การสะสมไขมันของร่างกาย
…..นอกจากนี้ ภายหลังจากที่คุณดูดไขมันไปแล้ว คุณก็จะกลับไปบริโภคอาหารที่ให้พลังงานมากเกินกว่าที่ใช้ในแต่ละวัน ไขมันกลับมาพอกพูนในส่วนที่เซลล์ไม่ถูกทำลาย
3. เพิ่มที่อื่นแทน แม้ว่าคุณจะทำการดูดไขมันส่วนเกินออกไปแล้ว แน่นอนว่าไขมันจะไม่กลับเข้าไปสะสมอยู่ที่เดิมที่ถูกดูดออกมา เพราะการดูดไขมัน ได้ทำลายผนังเซลล์ในส่วนนั้น แต่ไขมันก็จะไปเพิ่มอยู่ส่วนอื่นแทนนั่นเอง
4. นำไปเพิ่มที่อื่นได้ ไขมันที่ถูกดูดออกไป สามารถนำกลับมาฉีดกลับเข้าไปในอวัยวะส่วนอื่นๆ ได้ ตั้งแต่ริมฝีปาก จรดอวัยวะเพศ…! นี่คือเรื่องจริงนะคะ เนื่องจากไขมันที่ถูกดูดออกมา มันคือส่วนหนึ่งของร่างกาย จึงไม่มีโอกาสต่อต้านด้วยร่างกายของตนเอง และกระบวนการนี้ สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง และพร้อมกันกับการดูดไขมัน เพียงแค่ฉีดยาชาเพิ่มเท่านั้นเอง
5. หญิงดีกว่าชาย ศัลยแพทย์พลาสติกจากเมือง เดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ ยังกล่าวอีกว่า การดูดไขมัน มักจะประสบผลสำเร็จ ในผู้หญิง มากกว่า ผู้ชาย เพราะไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายของเพศชายนั้น ดูดได้ยากกว่าและใช้เวลานานกว่า
6. วิธีใหม่ ส่งตรงจากสปา วิธีนี้เรียกว่า Cryolipolysis (Cool Sculpting) ซึ่งเป็นการสลายไขมันด้วยความเย็น แต่วิธีนี้ ศัลยแพทย์ ยังมีข้อกังขาอยู่ว่า มีผลเป็นเพียงการสลายเฉพาะจุดเท่านั้น
7. ใช้เทคโนโลยีต่าง ผลลัพท์ต่าง การดูดไขมันด้วยวิธี Ultrasonic-Assisted Liposucting (UAL หรือ การดูดไขมันด้วยอัลตร้าซาวด์) ซึ่งใช้การประยุกต์คลื่นเสียงความถี่สูงมาใช้ ด้วยการใช้สัญญาณเสียงส่งผ่านไปที่ปลายท่อยาว และทำให้เซลล์ไขมันแบบหนาแน่นเช่น ในส่วนหน้าอกและหลัง
…..ส่วนการดูดไขมันด้วย Laser Lipolysis (การดูดไขมันด้วยเลเซอร์) ซึ่งเป็นการใช้แสงเลเซอร์ยิงเซลล์ไขมัน ที่ต้องการสลาย จนกลายเป็นน้ำมัน เมื่อไขมันสลายแล้ว ก็จะไหลออกทางเข็มทางเข้าของสายเลเซอร์
…..ยังมีอีกหนึ่งวิธี นั่นก็คือ Tumescent Technique เป็นการดูดไขมันแบบฉีดสารละลายระหว่างยาชา และยา Epinephrine เป็นวิธีที่มีการพัฒนาอย่างยาวนาน แน่นอนว่า วิธีนี้นี่แหละค่ะ ที่คุณจะได้รับบาดเจ็บน้อยกว่า ผิวหนังที่ถูกดูดไขมันออกไปจะเรียบเนียน ไม่ค่อยมีร่องรอยให้เห็น เลือดออกน้อย แถมยังมีรอยเขียวช้ำน้อยกว่าอีกด้วยล่ะค่ะ
8. ผลอยู่นานขึ้น ถ้าปฏิบัติตนถูกต้อง ระยะพักฟื้น ภายหลังจากที่ดูดไขมันจะสั้นหรือนานกว่าปกติ ขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง หากว่า คุณใช้ผ้ายืดรัดกระชับรูปทรง และลดความเร็วในการเคลื่อนไหว เพื่อไม่ให้เกิดแผลเป็น เกิดลิ่มเลือดและเลือดคั่งได้ นอกจากนี้ การรับประทานอาหาร ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ควรใส่ใจ ควรหันมาทานอาหารเพื่อสุขภาพ จะดีกว่า เวลาที่จะเห็นผลอย่างชัดเจนก็ราวๆ 6 เดือน นั่นคือระยะเวลาที่คุณจะต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ
9. อาจมีผลข้างเคียง หากการดูดไขมัน กระทำโดยผู้ด้อยประสบการณ์ ก็จะส่งผล ให้เกิดอันตรายกันคนไข้ได้ อย่างเช่น การเกิดรอยไหม้ของไขมัน จากการ UAL (Ultrasonic-Assisted Liposucting) การอุดตันของลิ่มเลือดที่ปอด และอาการช็อคที่เกิดจากการทดแทนน้ำที่ไม่เหมาะสม ภายหลังจากการดูดไขมัน
10. อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น Marella O’Reilly CEO ของ HPCSA (Health Professions Council of South Africa) องค์กรผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุข กล่าวว่า การดูดไขมันต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ภายใต้เงื่อนไขและสภาวะแวดล้อมที่เหมาะควรเท่านั้น
…..สาวๆ คนไหน คิดจะไป ดูดไขมัน ส่วนเกินออก ก็ควรทำการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการและสถานประกอบการณ์ก่อน รวมไปถึง สภาพร่างกายของตัวเองด้วยนะคะ นี่แหละค่ะ ที่สำคัญ หากร่างายคุณไม่พร้อม ไม่ว่าแพทย์เชี่ยวชาญแค่ไหน มันก็สามารถเกิดโอกาสเสี่ยงได่อย่างแน่นอนค่ะ
Credit >> http://women.mthai.com
1. การดูดไขมันไม่ใช่เป็นการลดน้ำหนัก อย่างแรกเลย การดูดไขมัน มีผลเฉพาะต่อบางพื้นที่บางจุดเท่านั้น โดยเฉพาะต้นขาและเอว (พุง) นอกจากนี้ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจดูดไขมันส่วนเกินนั้น Dr.Dirk Lazarus ศัลยแพทย์พลาสติก แห่งเคปทาวน์ กล่าวว่า คุณควรมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) น้อยกว่า 30
2. หาย…แต่เพิ่ม งงมั้ยคะ แน่นอว่า การดูดไขมัน อาจจะทำให้เซลล์ไขมันของคุณหายไป แต่ไขมันส่วนอื่นอาจจะเพิ่มมาแทน เพื่อทดแทนส่วนที่หายไป ผู้หญิงรูปร่างปกติ ที่ดูดไขมันที่ต้นขาและท้องน้อย จะมีไขมันในปริมาณที่เท่ากัน เพิ่มขึ้นที่บริเวณเอวส่วนบนช่วงไหล่ และต้นแขนส่วนไตรเซพ การเพิ่มของไขมัน เป็นภาวะการพิทักษ์การสะสมไขมันของร่างกาย
…..นอกจากนี้ ภายหลังจากที่คุณดูดไขมันไปแล้ว คุณก็จะกลับไปบริโภคอาหารที่ให้พลังงานมากเกินกว่าที่ใช้ในแต่ละวัน ไขมันกลับมาพอกพูนในส่วนที่เซลล์ไม่ถูกทำลาย
3. เพิ่มที่อื่นแทน แม้ว่าคุณจะทำการดูดไขมันส่วนเกินออกไปแล้ว แน่นอนว่าไขมันจะไม่กลับเข้าไปสะสมอยู่ที่เดิมที่ถูกดูดออกมา เพราะการดูดไขมัน ได้ทำลายผนังเซลล์ในส่วนนั้น แต่ไขมันก็จะไปเพิ่มอยู่ส่วนอื่นแทนนั่นเอง
4. นำไปเพิ่มที่อื่นได้ ไขมันที่ถูกดูดออกไป สามารถนำกลับมาฉีดกลับเข้าไปในอวัยวะส่วนอื่นๆ ได้ ตั้งแต่ริมฝีปาก จรดอวัยวะเพศ…! นี่คือเรื่องจริงนะคะ เนื่องจากไขมันที่ถูกดูดออกมา มันคือส่วนหนึ่งของร่างกาย จึงไม่มีโอกาสต่อต้านด้วยร่างกายของตนเอง และกระบวนการนี้ สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง และพร้อมกันกับการดูดไขมัน เพียงแค่ฉีดยาชาเพิ่มเท่านั้นเอง
5. หญิงดีกว่าชาย ศัลยแพทย์พลาสติกจากเมือง เดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ ยังกล่าวอีกว่า การดูดไขมัน มักจะประสบผลสำเร็จ ในผู้หญิง มากกว่า ผู้ชาย เพราะไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายของเพศชายนั้น ดูดได้ยากกว่าและใช้เวลานานกว่า
6. วิธีใหม่ ส่งตรงจากสปา วิธีนี้เรียกว่า Cryolipolysis (Cool Sculpting) ซึ่งเป็นการสลายไขมันด้วยความเย็น แต่วิธีนี้ ศัลยแพทย์ ยังมีข้อกังขาอยู่ว่า มีผลเป็นเพียงการสลายเฉพาะจุดเท่านั้น
7. ใช้เทคโนโลยีต่าง ผลลัพท์ต่าง การดูดไขมันด้วยวิธี Ultrasonic-Assisted Liposucting (UAL หรือ การดูดไขมันด้วยอัลตร้าซาวด์) ซึ่งใช้การประยุกต์คลื่นเสียงความถี่สูงมาใช้ ด้วยการใช้สัญญาณเสียงส่งผ่านไปที่ปลายท่อยาว และทำให้เซลล์ไขมันแบบหนาแน่นเช่น ในส่วนหน้าอกและหลัง
…..ส่วนการดูดไขมันด้วย Laser Lipolysis (การดูดไขมันด้วยเลเซอร์) ซึ่งเป็นการใช้แสงเลเซอร์ยิงเซลล์ไขมัน ที่ต้องการสลาย จนกลายเป็นน้ำมัน เมื่อไขมันสลายแล้ว ก็จะไหลออกทางเข็มทางเข้าของสายเลเซอร์
…..ยังมีอีกหนึ่งวิธี นั่นก็คือ Tumescent Technique เป็นการดูดไขมันแบบฉีดสารละลายระหว่างยาชา และยา Epinephrine เป็นวิธีที่มีการพัฒนาอย่างยาวนาน แน่นอนว่า วิธีนี้นี่แหละค่ะ ที่คุณจะได้รับบาดเจ็บน้อยกว่า ผิวหนังที่ถูกดูดไขมันออกไปจะเรียบเนียน ไม่ค่อยมีร่องรอยให้เห็น เลือดออกน้อย แถมยังมีรอยเขียวช้ำน้อยกว่าอีกด้วยล่ะค่ะ
8. ผลอยู่นานขึ้น ถ้าปฏิบัติตนถูกต้อง ระยะพักฟื้น ภายหลังจากที่ดูดไขมันจะสั้นหรือนานกว่าปกติ ขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง หากว่า คุณใช้ผ้ายืดรัดกระชับรูปทรง และลดความเร็วในการเคลื่อนไหว เพื่อไม่ให้เกิดแผลเป็น เกิดลิ่มเลือดและเลือดคั่งได้ นอกจากนี้ การรับประทานอาหาร ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ควรใส่ใจ ควรหันมาทานอาหารเพื่อสุขภาพ จะดีกว่า เวลาที่จะเห็นผลอย่างชัดเจนก็ราวๆ 6 เดือน นั่นคือระยะเวลาที่คุณจะต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ
9. อาจมีผลข้างเคียง หากการดูดไขมัน กระทำโดยผู้ด้อยประสบการณ์ ก็จะส่งผล ให้เกิดอันตรายกันคนไข้ได้ อย่างเช่น การเกิดรอยไหม้ของไขมัน จากการ UAL (Ultrasonic-Assisted Liposucting) การอุดตันของลิ่มเลือดที่ปอด และอาการช็อคที่เกิดจากการทดแทนน้ำที่ไม่เหมาะสม ภายหลังจากการดูดไขมัน
10. อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น Marella O’Reilly CEO ของ HPCSA (Health Professions Council of South Africa) องค์กรผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุข กล่าวว่า การดูดไขมันต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ภายใต้เงื่อนไขและสภาวะแวดล้อมที่เหมาะควรเท่านั้น
…..สาวๆ คนไหน คิดจะไป ดูดไขมัน ส่วนเกินออก ก็ควรทำการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการและสถานประกอบการณ์ก่อน รวมไปถึง สภาพร่างกายของตัวเองด้วยนะคะ นี่แหละค่ะ ที่สำคัญ หากร่างายคุณไม่พร้อม ไม่ว่าแพทย์เชี่ยวชาญแค่ไหน มันก็สามารถเกิดโอกาสเสี่ยงได่อย่างแน่นอนค่ะ
Credit >> http://women.mthai.com
4 สูตรไดเอทสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก
4 สูตรไดเอท แบบใหม่ที่สาว ๆ ทั่วโลกกำลังนิยม ซึ่งทำได้ไม่ยาก แต่ต้องอาศัยความใส่ใจเป็นพิเศษบวกกับเทคนิคใหม่ ๆ ที่เรานำมาฝากในวันนี้ค่ะ
สูตรไดเอท แบบ Abs Diet Power 12
เป็นการยึดหลักการทานอาหาร 12 อย่าง อันได้แก่ อัลมอนด์ , ถั่ว , ผักโขม , ผลิตภัณฑ์จากนม, ข้าวโอ๊ตกึ่งสำเร็จรูป , ไข่, ไก่งวง, เนยถั่ว, น้ำมันมะกอก, ขนมปังโฮลวีต, โปรตีนผง, ราสเบอร์รี่, หรือผลไม้ตระกูลเบอรี่ต่าง ๆ และถ้าเอาตัวอักษรหน้าชื่ออาหารทั้งหมดมารวมกันก็จะได้คำว่า “Abs Diet Power” พอดีเป๊ะค่ะ
โดยการกินอาหารทั้ง 12 ชนิดจะช่วยสลายไขมันสะสม และยังกระตุ้นระบบเผาผลาญ ทำให้ไม่มีไขมันสะสมใหม่เพิ่มเข้ามาในร่างกายของเรา อีกทั้งแนะนำให้ดื่มน้ำผลไม้ เพราะร่างกายเราจำเป็นต้องมีวิตามินร่วมด้วยในการดูดซึมสารอาหารบางตัว และความหวานของน้ำผลไม้ยังช่วยให้คุณไม่หิว จะได้ไม่มีข้ออ้างหาของกินโดยไม่จำเป็น ที่สำคัญอีกอย่าง ก็ต้องดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว นอกจากนี้สูตรนี้ยังอนุญาตให้สาวที่ชอบปาร์ตี้ สามารถดื่มเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์ได้อาทิตย์ละ 3 แก้วด้วยค่ะ
สูตรไดเอท ตามสูตร Chocolate Diet
เคล็ดลับของสูตรนี้อยู่ที่คาเฟอีนในช็อกโกแลต ซึ่งสามารถกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกายได้ ถ้ากินช็อกโกแลตแท้แบบไม่มีน้ำตาล หรือแบบที่มีน้ำตาลไม่เกินร้อยละ 40 จะเพิ่มการเผาผลาญพลังงานของร่างกายในมื้อนั้นขึ้นอีกร้อยละ 15 และระหว่างวันถ้ากินช็อกโกแลตแบบน้ำตาลต่ำ ๆ ชิ้นเล็ก ๆ สักสองชิ้นก็จะทำให้คุณอยากของหวานน้อยลง
สูตรไดเอท ด้วยสูตร Ginger Tea Diet
การไดเอทด้วยน้ำขิงนั้นเป็นวิธีตามแพทย์แผนอินเดีย ที่ยกย่องว่า “ขิง” คือสุดยอดที่สามารถรักษาได้สารพัดโรค และอุดมไปด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก และวิตามินบี 1 และบี 2 ที่ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญได้ดี ถ้าจิบระหว่างวันทุกวัน หรือกินหลังมื้ออาหารก็จะช่วยสลายไขมันสะสมได้เร็วขึ้น
สูตรไดเอท ด้วยอินเทอร์เน็ต
หลายคนฟังแล้วก็คงจะสงสัยว่า อินเทอร์เน็ตมีส่วนช่วยในการไดเอทได้อย่างไร คำตอบก็คือ เพราะว่าการท่องโลกไซเบอร์ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ทีเกี่ยวกับการลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น ทั้งการออกกำลังกาย การทานอาหารที่มีประโยชน์ แถมยังได้เจอเพื่อนที่กำลังประสบปัญหาเดียวกัน ทำให้มีแรงกระตุ้นที่จะไดเอทอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ ดังนั้นผู้หญิงที่เล่นอินเทอร์เน็ต จะไดเอทได้เร็วกว่าผู้หญิงที่ไม่เล่นอินเทอร์เน็ตเลย
Credit >> http://women.mthai.com
สูตรไดเอท แบบ Abs Diet Power 12
เป็นการยึดหลักการทานอาหาร 12 อย่าง อันได้แก่ อัลมอนด์ , ถั่ว , ผักโขม , ผลิตภัณฑ์จากนม, ข้าวโอ๊ตกึ่งสำเร็จรูป , ไข่, ไก่งวง, เนยถั่ว, น้ำมันมะกอก, ขนมปังโฮลวีต, โปรตีนผง, ราสเบอร์รี่, หรือผลไม้ตระกูลเบอรี่ต่าง ๆ และถ้าเอาตัวอักษรหน้าชื่ออาหารทั้งหมดมารวมกันก็จะได้คำว่า “Abs Diet Power” พอดีเป๊ะค่ะ
โดยการกินอาหารทั้ง 12 ชนิดจะช่วยสลายไขมันสะสม และยังกระตุ้นระบบเผาผลาญ ทำให้ไม่มีไขมันสะสมใหม่เพิ่มเข้ามาในร่างกายของเรา อีกทั้งแนะนำให้ดื่มน้ำผลไม้ เพราะร่างกายเราจำเป็นต้องมีวิตามินร่วมด้วยในการดูดซึมสารอาหารบางตัว และความหวานของน้ำผลไม้ยังช่วยให้คุณไม่หิว จะได้ไม่มีข้ออ้างหาของกินโดยไม่จำเป็น ที่สำคัญอีกอย่าง ก็ต้องดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว นอกจากนี้สูตรนี้ยังอนุญาตให้สาวที่ชอบปาร์ตี้ สามารถดื่มเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์ได้อาทิตย์ละ 3 แก้วด้วยค่ะ
สูตรไดเอท ตามสูตร Chocolate Diet
เคล็ดลับของสูตรนี้อยู่ที่คาเฟอีนในช็อกโกแลต ซึ่งสามารถกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกายได้ ถ้ากินช็อกโกแลตแท้แบบไม่มีน้ำตาล หรือแบบที่มีน้ำตาลไม่เกินร้อยละ 40 จะเพิ่มการเผาผลาญพลังงานของร่างกายในมื้อนั้นขึ้นอีกร้อยละ 15 และระหว่างวันถ้ากินช็อกโกแลตแบบน้ำตาลต่ำ ๆ ชิ้นเล็ก ๆ สักสองชิ้นก็จะทำให้คุณอยากของหวานน้อยลง
สูตรไดเอท ด้วยสูตร Ginger Tea Diet
การไดเอทด้วยน้ำขิงนั้นเป็นวิธีตามแพทย์แผนอินเดีย ที่ยกย่องว่า “ขิง” คือสุดยอดที่สามารถรักษาได้สารพัดโรค และอุดมไปด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก และวิตามินบี 1 และบี 2 ที่ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญได้ดี ถ้าจิบระหว่างวันทุกวัน หรือกินหลังมื้ออาหารก็จะช่วยสลายไขมันสะสมได้เร็วขึ้น
สูตรไดเอท ด้วยอินเทอร์เน็ต
หลายคนฟังแล้วก็คงจะสงสัยว่า อินเทอร์เน็ตมีส่วนช่วยในการไดเอทได้อย่างไร คำตอบก็คือ เพราะว่าการท่องโลกไซเบอร์ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ทีเกี่ยวกับการลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น ทั้งการออกกำลังกาย การทานอาหารที่มีประโยชน์ แถมยังได้เจอเพื่อนที่กำลังประสบปัญหาเดียวกัน ทำให้มีแรงกระตุ้นที่จะไดเอทอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ ดังนั้นผู้หญิงที่เล่นอินเทอร์เน็ต จะไดเอทได้เร็วกว่าผู้หญิงที่ไม่เล่นอินเทอร์เน็ตเลย
Credit >> http://women.mthai.com
Subscribe to:
Posts (Atom)